ของขวัญปีใหม่เนื่องในวันพิเศษ งานวันวิวาห์เพื่อนรัก
posted on 22 Jan 2009 09:12 by tthipphawanของขวัญปีใหม่เนื่องในวันพิเศษ
งานวันวิวาห์เพื่อนรัก
|
ภูเก็ต : |
สวัสดีเจ้า ป้าติ๋มกาเจ้า ได้รับแฟกซ์หรือยังเจ้า |
|
เชียงใหม่ : |
อ๋อ แฟกซ์ กา ได้รับแล้วเจ้า เรียบร้อยเจ้า |
|
ภูเก็ต : |
แล้วจะฮื้อไปรับเมื่อใดเจ้า |
|
เชียงใหม่ : |
เออ... อั้นกำเดียวก่อนเน้อ เอิ้นอี่แม่ก่อน แม้...แม่ มานี่กำแล้... เอาะ เปิ้นจะถามอะหยังน้อย |
|
ภูเก็ต : |
ฮัลโห...ป้าติ๋มกาเจ้า น้องส่งแฟกซ์ข้อความแกะสลักถาดเงินกับขันเงินไป ได้รับก่อเจ้า |
|
ป้าติ๋ม : |
จ้าว... ลูกเจ้า ได้รับแล้วน่อ เดวจะจัดก๋านฮื้อน่อ |
|
ภูเก็ต : |
แล้วจะฮื้อไปรับของขวัญเมื่อใดเจ้า |
|
เชียงใหม่ : |
ฮ้า อะหยังก๊อ |
|
ภูเก็ต : |
จะแกะแล้วเมื่อใดเจ้า |
|
เชียงใหม่ : |
เออ ... พรุ่งนี้ ป้าก่อแกะละไว้ฮื้อน่อ วันฮือวันนึ่ง ลูกแวะเข้ามาเอาได้เลยลูก |
|
ภูเก็ต : |
ออ ขอบคุณเจ้า แล้วจะแวะไปเอาเน้อเจ้า |
|
ป้าติ๋ม : |
จ้าว... ขอบคุณจ๊าดนักเน่อลูกเน่อ
|
ฉันตอบตกลงป้าติ๋มไปว่าจะแวะไปรับของชำร่วยที่สั่งทำไว้เพื่อไม่ให้ป้าต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัวของฉัน ที่ขมุกขมัวอยู่ในใจ เพราะขณะตอบป้าไปว่าจะแวะไปรับของนั้น เสียงป้าติ๋มไม่ได้ใคร่รู้หรือแปลกใจเลยว่าฉันเป็นใครอยู่ที่ไหนป้าคงนึกตามธรรมดาของลูกค้าขาประจำ ที่ต่างเป็นหน้าเก่าวนเวียนมาซื้อของที่ร้านจนคุ้นเคยกันออกมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่แต่สำหรับกรณีของฉันนั้นรู้ดีว่าแตกต่างจากคนอื่น แต่ประโยชน์อะไรที่จะไปบอกป้าให้ปวดหัวแทนว่าผู้สั่งอยู่จังหวัดภูเก็ตแถมยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ไปรับของด้วยตัวเอง
ทั้งๆที่เป็นงานแต่งงานของเพื่อนรัก เพื่อนผู้มีพระคุณเสียด้วยซ้ำไป ลึกๆแล้วตัวฉันรู้สึกเสียดายและโหยหางานเลี้ยงสังสรรค์ครั้งใหญ่ในงานแต่งงานของเพื่อนคนนี้มาก ด้วยเพียงนึกหวังถึง บรรยากาศที่จะได้พบเจอเพื่อนเก่าที่เคยเรียนร่วมกันมา อีกทั้งยังเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้กลับไปเยี่ยมญาติทางภาคเหนือ น้ำเสียงสำเนียงไพรเราะฟังรื่นหูแบบล้านนา พูดเจ้าๆ ของป้าติ๋มช่วยกระตุ้นความรู้สึกคิดถึงบ้าน Home sick ของฉันให้รู้สึกตุ้มๆอย่างแรง ถ้าเป็นภาพระดับกราฟคงพุ่งสูงขึ้นเป็นรูป MacM เลยที่เดียว ช่วงที่เส้นกราฟตกลงมาทำฐาน M นั้นเป็นห้วงความรู้สึกตกวูบเพราะแน่ใจหรือพูดง่ายๆคือมีคำตอบให้กับตัวเองแล้วว่ายังไงก็ไม่ได้ไปทั้งยังไม่คิดจะหาทาง ขวนขวายกระเสือกกระสนดิ้นรนทุรนทุราย เหมือนเช่นเคย “นี่ฉันสงบลงตั้งเยอะแฮะ” ทำได้ไงหน่ะหรือ? เป็นเพราะฉันคิดว่างานแต่งงานกำลังจะเริ่มขึ้น ความสุขของเด็กหญิงตัวกลมๆ กำลังจะเปลี่ยนไปใ นขณะที่เธอตื่นเต้นสุดขีดกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ ในขณะที่ใครบางคนกำลังนึกอยู่ว่าควรจะรู้สึกสูญเสียเธอไปหรือไม่ แต่ฉันก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ฉันไม่ได้สูญเสียเพื่อนไป ตรงกันข้ามฉันกำลังจะได้เพื่อนใหม่เป็นชายแปลกหน้าที่ยังไม่ใคร่คุ้นเคยกันนัก เพื่อนของฉันกำลังระริกร่า กับประสบการณ์ใหม่ “ประสบการณ์ไม่โสด” ในขณะที่ฉันและคนอื่นๆ ผ่านช่วงเวลานั้นมานานแสนนาน แต่การเรียนรู้เชิงทฤษฏีย่อมไม่ทำให้เพื่อนเข็ดขยาด กลัวชีวิตคู่เหมือนคำพังเพยที่ว่า “คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” และสามีของท่านผู้หญิงท่านหนึ่งชอบพูดเล่นกับฉันว่า Don’t want to live life take a wife. ฉันได้ฟังแล้วก็ไม่ตลก เพราะฉันไม่เห็นว่าท่านผู้หญิง จะดูโหดร้ายตรงไหน ตรงกันข้ามสิ่งที่ฉันได้สัมผัสช่างมีแต่ความอ่อนโยนพูดจาไพรเราะอ่อนหวาน ท่านชอบให้แขกชิมฝีมือทำขนมหรือแซนวิช หากมีแขกที่ไหนแวะมาบ้านนี้จะต้องได้รับการต้อนรับอย่างดี อบอุ่น เป็นที่สุดและเป็นกันเอง ดีกว่าอยู่บ้านของตัวเองด้วยซ้ำไป มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านกรุณาให้ฉันเลือกยืมชุดว่ายน้ำได้ตามใจ เพื่อจะได้เป็นเพื่อนเรียนเต้นในน้ำที่สระบ้านท่าน ท่านถึงกับยกตะกร้ามาให้เลือกซึ่งมีทุก season ของชุดว่ายน้ำ อย่างนี้จะให้ฉันเชื่อว่าสามีของท่านอยากตายเพราะมีท่านผู้หญิงอยู่ใกล้ๆ ได้อย่างไรกัน ต้องใช้เวลานานพอควร ความสนิทสนมคุ้นเคยจึงเริ่มมากขึ้นทำให้ฉันได้เห็นมุมที่แตกต่างไป เมื่อฉันรับอาสาไปรับเด็กชายที่บ้านท่านผู้หญิง เมื่อถึงเวลานัดฉันยืนรออยู่ตรงหน้าประตูบ้านทำกริยานอบน้อมไม่กล้าเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของบ้าน เด็กชายนั่งอยู่ใกล้ประตูทางเข้า ตาจ้องมองการ์ตูนเรื่องโปรดโดยไม่ทันได้สนใจฉันที่มารอรับ สามีของท่านผู้หญิง นั่งหลับอยู่บนโซฟาอย่างอ่อนแรง ฉันเดาว่า ท่านคงเหนื่อยจากการดูแลพวกเด็กๆ แทนท่านผู้หญิงมาทั้งวัน สักพักใหญ่เมื่อท่านผู้หญิงเดินออกมาจากห้องครัว ท่านใช้สายตากวาดไปรอบๆ ก็รู้เรื่องทั้งหมดในทันทีว่าสามี หลับไม่มีใครสนใจ ฉันที่มายืนรออย่างตรงเวลา แล้วเด็กชายก็ยังมัวดูทีวี หน้าของท่านเปลี่ยนไปทันทีกลายเป็นสีหน้าที่ฉันไม่คุ้นเคย ท่านดูเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง ก่อนจะเดินไปกดปุ่มปิดทีวีโดยไม่ได้แจ้งเตือนผู้ชมที่กำลังบันเทิงอยู่ พอเสียงทีวีเงียบ เด็กชายจึงได้สติ เวลานั้นทุกคนต่างรู้หน้าที่ ฉันได้ยินเสียงพูดดังขึ้น แล้วเหลือบไปเห็นสามีของท่านสะดุ้งตกใจตื่น ฉันรีบทักทายตามมารยาทแล้วเดินไปเปิดประตูรถรอ เมื่อเด็กชายกุลีกุจอ มาขึ้นรถ พวกเราก็รีบกระเจิงออกจากบ้านท่านผู้หญิงโดยไม่คิดจะหันไปโบกมือลาอย่างอ่อนหวานเช่นเคย
เรื่องนี้เป็นภาพสะท้อนความแปรปรวนของชีวิตคนเราให้ฉันได้เรียนรู้เป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่คนเรามักเป็นเช่นนี้สินะ เราจะเฝ้ามองคนอื่น โทษคนอื่น วิพากษ์ วิจารย์คนอื่น ก็เพราะเราสนใจเรื่องราวของคนอื่น จนลืมเรื่องของตัวเอง ตั้งแต่นั้นมาฉันจึงเชื่อว่าภาพของท่านผู้หญิงคงจะมีอยู่ในตัวฉันอยู่บ้าง ความเด็กขาดโหดร้ายทางน้ำเสียง ที่ฉันเคยแสดงออกไป ที่ทำให้คนข้างๆ เบื่อหน่ายระอาใจ และหมดอารณ์พิศวาสฉันไปในที่สุด แต่เมื่อไหร่และรายละเอียดเป็นอย่างไรฉันก็จำไม่ได้เพราะเรามักจะไม่จำในสิ่งแย่ๆของตัวเอง แล้วผู้หญิงก็มักจะโทษฝ่ายชายว่าไม่ดี เจ้าชู้ ไม่รับผิดชอบ ต่างๆนาๆ ฉันเองไม่แน่ใจทั้งๆที่ฉันเขียนคำอวยพรวันแต่งงานให้เพื่อนรักไปแล้ว ฉันก็ยังลังเลใจว่าฉันจะเตือนเพื่อนดีไหม ในเมื่อมันเป็นวันที่ใครๆ ก็บอกว่าดี ฤกษดี วันดี พูดแต่สิ่งดีๆ ก็พอ เพียงพอจริงหรือ? ทั้งชีวิตของฉันถูกซึมซับมาด้วยกระจกส่องสะท้อน ฉันเห็นตัวเองและเห็นอะไรต่อมิอะไรมากมายอยู่ข้างหลัง รูปแบบความคิดของฉันเป็นแบบสมดุล มีดี ต้องมีเสีย มีราบรื่นสมหวัง ก็ต้องมีสะดุด หดหู่ แต่เวลาอวยพร คนชอบตัดอย่างหลักออกไป เพราะเขาเห็นว่ามันพิลึกพิลั่นถ้าหากเราจะอวยพรให้กันว่า “ขอจง สุข เศร้า ราบรื่น สะดุด สมหวัง หดหู่ ตลอดไป” แต่ในกระบวนการทางความคิดของคนที่มองโลกได้ทะลุปุโปร่ง แม้ตาจะเห็นข้อความอวยพรว่า “ขอจง สุข ราบรื่น สมหวัง ตลอดไป” เขาก็จะเห็นว่ามี () แทรกอยู่ จริงๆแล้วควรเขียนว่า “ขอจง สุข(เศร้า) ราบรื่น(สะดุด) สมหวัง(หดหู่) ตลอดไป” แล้วคนอ่าน ก็อ่านตามแบบการอ่านที่เราได้ร่ำเรียนมาคือเว้นคำใน() เมื่อออกเสียงก็จะมีค่าเท่ากัน แต่ให้ความหมายที่มีสมดุลกว่า เพราะชีวิตจริงนั้น ไม่เคยมีสักครั้ง ที่ความสุข ความราบรื่น ความสมหวัง จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบเพียงอย่างเดียว แต่เราไม่ชอบพูดถึงหนามกุหลาบที่ต้องมีใครกำจัดมันเสียก่อน
ถ้าฉันเขียนอย่างที่คิด เพื่อนรักอาจจะกลายเป็นเพื่อนแค้นฝังหุ่น เธอคนนั้นอาจตัดฉันออกจากความทรงจำของเธอไปตลอดกาลนาน ด้วยเหตุนี้สินะ ที่ว่าคนเราไม่สามารถรับฟัง หรือยอมรับอะไรตรงๆ โดนๆ ได้ จึงจำเป็นต้องใช้กุศโลบาย การผูกเรื่อง และการอุปมาอุปไมย ให้เกิดการยอมรับเปิดใจรับฟังความหวังดี การตักเตือน คำแนะนำ และการชี้สอน เพียงเพราะคนเราต้องรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน ต้องมีระดับขั้นของภาษา ต้องมีพิธีการ จนกว่าคนจะทำอะไรสำเร็จได้เป็นชิ้นเป็นอันจึงใช้เวลายาวนาน ด้วยเหตุผลข้อที่ว่า บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น หรือช้าๆได้พล้าเล่มงาม ก็พล่ามกันไปเถอะ สิ่งยืดยาวเหล่านี้ทำให้ฉันอึดอัดใจและไม่กล้าพูดกับเพื่อนรักตัวกลมๆ ของฉัน ว่าโลกเรานี้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตแสนสั้นเมื่อเทียบกับสัตว์น้ำและพืชที่มีมาก่อนเรานานแสนนาน นานมากๆ นานจนจำตัวเลขไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ มนุษย์เมื่อเกิดมาพร้อมๆกับสติปัญญาอันสุดยอดฉลาดเกินสัตว์พันธ์อื่นๆทั้งหมด ขอย้ำชัดเจนว่าเราฉลาดกว่าสัตว์ทั้งหมด จึงจำกัดความให้ตัวเองเป็นมนุษย์แปลว่าผู้ที่ใจสูง ช่างสูงส่งกว่าพวกเดียวกันคือสัตว์ แต่ในงานวิจัยสมัยนี้กลับยืนยันว่าผู้มีใจสูงกำลังจะสูญพันธ์ ไม่สูญพันธ์เปล่าจะพาสัตว์อื่น พืชและโลก ที่ไม่ได้สมคบคิดกับเราล่มจมไปด้วย งานวิจัยของฝรั่ง อังกอล์ ก็บอกว่าโลกจะล่มสลายเพราะคนทำให้โลกร้อน งานวิจัยของคนไทย ดร. ธรณ์ ก็บอกว่าประเทศไทยกำลังจะวิบัติ เพราะคนตัดไม้-บุกรุกป่าชายเลน ทำลายระบบนิเวศ แต่ผู้คนก็ดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไร พวกเรายังไม่ลืมหูลืมตา คนยังมัวเมา ฟุ่มเฟือย เที่ยวกลางคืน เห็นแก่ตัว และสร้างเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ จนเป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก เช่น กรณีซานติก้า คลับมรณะที่กรุงเทพฯ เรื่องนี้ฉันเห็นข่าวทีวีตั้งแต่ ดึกวันเกิดเหตุ ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2551 นั้น ฉันกับครอบครัว พากันไปทานอาหารอิตาเสี่ยน ที่ร้านอาหารใกล้ๆ ทะเล เราต้องการหนีความวุ่นวายในเมืองจึงพากันขับรถออกไปจากภูเก็ตไปพักค้างคืน ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา เราเลือกทำเลที่หาดสงบคนน้อย ซึ่งหาได้ไม่ยากเนื่องจากแนวชายหาดที่เขาหลักนี้ยาวสุดลูกหูลูกตา ไปต่อจนสุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็จะเจอหาดต่อไปอีก และแล้วด้วยความเหนื่อยเพีรยจากการเดินทาง พวกเราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ากลับห้องพัก เพราะต่างก็มีอาการหนังท้องตึงหนังตาหย่อน ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหารมื้อใหญ่ จึงเป็นปีใหม่ปีแรกที่ฉันและครอบครัวนั่งเค้าดาวน์กับรายการทีวีที่กำลังถ่ายทอดบรรยากาสการเฉลิมฉลองตามสถานที่สำคัญทั่วโลก ฉันมั่นใจว่าตัวเองยังไม่แก่ แต่ชอบความสงบเงียบและธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องพิธีการไม่ต้องมีหางเสียง ไม่ต้องใส่หัวโขลน คนรอบข้างที่ฉันพอจะนับเป็นเพื่อนได้นั้นช่างมีน้อยนิดเหลือเกิน ทั้งๆที่ฉันมีโอกาสออกงานและรื่นเริงตามงานสังคมอยู่บ่อย แต่ฉันกลับปฏิเสธพวกเขาเหล่านั้นอย่างสุภาพ ตามมารยาทที่พวกเขาต้องการ เพราะฉันมองเห็นว่าช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายกับการพูดคุยในงานสังคมด้วยเรื่องสับเพเหระไม่รู้จักจบจักสิ้นทั้งคืน แทนที่กลางคืนควรจะเป็นเวลาเล่นขว้างหมอนนุ่นใส่กัน หรือเล่นปิดไฟคุมโปงนับ 1-2-3 หาตัวผู้ร้าย ก็สนุกไม่น้อย เมื่อเร็วๆนี้ ฉันพึ่งค้นพบว่ามีเสื้อเก่าของเราตัวหนึ่งมันเรืองแสงได้ เป็นรูปสไปเดอแมนอยู่ตรงด้านหลังเสื้อ มันสร้างความฮือฮาให้กับสมาชิกในครอบครัวได้มากทีเดียว คืนนั้นจึงเป็นอีกวันที่ครอบครัวเราเล่นคลุมโปงได้ครึกครื้นน่าดู ฉันยอมรับอย่างไม่อายว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเสื้อตัวนั้นมันเรืองแสงได้ แล้วสมาชิกคนอื่นๆในบ้านก็หลุดปากออกมาว่าพวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ซื้อมานั้นคิดว่าเป็นเพียงลวดลายธรรมดา ก็ไม่เคยปิดไฟใส่เสื้อนี่น... จริงไหม? “เอ้า! จะใส่เสื้อแระ ปิดไฟก่อน???” เคยไหม? คงไม่หน่ะ…
ความเชยไม่ได้อยู่ที่ความเก่าของกิจกรรมที่เล่น สำหรับฉันแล้ว ความเชยคือการไม่รู้จักคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆรอบตัวให้เป็นกิจกรรมประจำบ้าน ความเชยคือการวิ่งตามกระแสโดยไม่พลิกแพลงให้เหมาะกับตัวเองสักนิด ฉันเห็นคู่รักใหม่ๆ หลายคู่ที่หม้อข้าวยังไม่ทันจะเป็นรอยฝอยขัดหม้อ ก็ต้องเป็นอัน บุบบี้เพราะต่างฝ่ายต่างใช้หม้อเป็นเครื่องมือระบายแค้น ทุบตีหม้อแทนคนข้างๆ ให้คลายอารมณ์เสียอย่างนั้น บางทีฉันงง ว่าบ้านนี้กำลังทำกับข้าวสหรือตีมีดขายกันแน่ เสียงดัง เกร้ง กร้างงง โป้ง ป้างงง อยู่ไม่ขาด แล้วอย่างนี้ชีวิตคู่มันจะ สุข ราบรื่น สมหวัง อย่างไรกัน คงจะเหลือแต่ตัวหนังสือในวงเล็บที่ว่าไม่ต้องอ่านออกเสียง (เศร้า) (สะดุด) (หดหู่) มากกว่ากระมัง...
ถ้าเพื่อนฉันเป็นคู่รักเหมือนคนส่วนมากบนโลกใบนี้ที่มัวแต่จมอยู่ในห้วงแห่งความฝันหวาน ไม่รู้จักวางแผนชีวิตเพื่อลดความเสี่ยง ความเศร้า ความสะดุด และหดหู่ ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเยือนในไม่ช้า สักวันฉันคงต้องทำหน้าที่เป็นศิลานี คอยเป็นที่ปรึกษาปัญหาครอบครัว หรือคอยฟังคำพูดบ่น ด่า ว่า สามีของเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... แล้วฉันจะรำคาญไหมงั้นหรือ? ฉันเลือกได้ด้วยหรือ? แล้วจะเป็นเพื่อนกันได้หรือ? เพื่อนที่หลีกเลี่ยงช่วงเวลาสลด เพื่อนที่คอยหายหน้าเวลาปัญหามาเยือน เพื่อนที่พลอยแต่ว่าดีอย่างเดียว ไม่มีสมดุลอย่างนั้นหรือ? เพื่อนที่พูดแต่จะให้สบายใจอย่างเดียวไม่นึกถึงการแก้ไขหน่ะหรือ? ฉันเป็นเพื่อนอย่างนี้ ไม่ได้ด้วยสิ ฉันเป็นคนมีอุดมการณ์ ความฝันอันสมดุล มีความหวังที่ไม่เกินเอื้อม ฉันคือความจริงของสองด้าน ฉันเป็นเพื่อนที่อยู่ในมุมมืดมุมหนึ่ง เมื่อใดที่ชีวิตของเพื่อนสุขสบายดีเพื่อนตัวกลมจะไม่นึกถึงมุมมืดทึมๆ นี้หรอก ไม่เชื่อลอกนึกดูสิว่าปีที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ ในขณะที่เธอกำลังแกะของขวัญวันเกิดอย่างระทึกนั้นเธอลืมให้ของขวัญใครบ้าง?.... ไม่มีหรอกคนไหนใครกันจะมานึกถึงมุมมืดในเวลารื่นเริงใจ แต่เมื่อใดที่เพื่อนรักมีปัญหา จงใช้ความสงบเงียบสร้างปัญญาให้ก่อเกิดกับตัวเองเถอะ บางทีเพื่อนอาจจำเป็นต้องนั่งในมุมมืดสักพักเพื่อปลีกตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมอันโดดเดี่ยว เมื่อนั้นเพื่อนรักของฉันจะพบว่า “เรา” หมายถึงเธอกับฉันจะช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรค ปัญหาไปได้ ฉันหวังว่าเรื่องราวเรื่อยเปื่อยที่ฉันเล่ามานี้ มันจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อนรักของฉันบ้าง มันจำเป็นต้องยาวและยืดเยื้อเพราะฉันจำเป็นต้องบอกอะไรเธอตั้งหลายอย่าง แบบอ้อมๆ...
